LINE ScaleUp ดันสตาร์อัพตอบโจทย์สังคมไทย เปิดพื้นที่ระดม “หัวกะทิดิจิทัล” มุ่งสู่เป้าหมาย Thailand 4.0

ผ่านไปแล้วสำหรับงานด้านดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดและได้รับการตอบรับมากที่สุด  ดิจิทัลไทยแลนด์บิ๊กแบง (Digital Thailand Big Bang 2019) โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลหรือดีป้าศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทคบางนาซึ่งได้รับผลตอบรับดีเกินคาดผู้ร่วมงานเกินกว่าที่ตั้งเป้าไว้สามารถขับเคลื่อนเป้าหมายพัฒนาองค์ความรู้และเศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศไทยได้อย่างก้าวกระโดดและหนึ่งในดาวเด่นของงานนี้ต้องยกให้ไลน์ประเทศไทยที่มีหน่วยงานราชการตลอดจนหน่วยงานเอกชนบริษัทหรือแบรนด์ต่างๆและผู้สนใจทั่วไปเข้าเยี่ยมชมเป็นจำนวนมาก

นอกจากการนำเสนอนวัตกรรมและโครงการต่างๆ ของ LINE เพื่อเป็นตัวอย่างของการนำเทคโนโลยีมาทำให้ชีวิตของคนไทยดีขึ้นในด้านที่แตกต่างกันออกไป รวมถึงการให้คำแนะนำ คำปรึกษาและนำเสนอโซลูชั่นมากมายบนแพลตฟอร์ม LINE ที่สามารถช่วยเสริมประสิทธิภาพให้กับบริการของภาครัฐได้ ตามนโยบายของรัฐบาลในเรื่อง Digital Economy ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมได้แล้ว ภายในบูธของ LINE ยังเป็นพื้นที่ให้ 6 สตาร์ทอัพดาวรุ่งของประเทศไทยที่ร่วมในโครงการ LINE ScaleUp 2019 ได้โชว์นวัตกรรมบริการดิจิทัลที่พัฒนาบนแพลตฟอร์ม LINE ทั้งยังสอดรับกับการทำข้อตกลงความร่วมกับภาครัฐในการสร้าง Digital Startup ให้เกิดขึ้นในประเทศไทยอีกด้วย 

LINE ScaleUp 2019 คือโครงการจาก LINE ประเทศไทยในการคัดสรรและผลักดันสตาร์ทอัพไทยให้ก้าวสู่ฝั่งฝันของการเป็นยูนิคอร์นไทยตัวแรกของโลก ซึ่งสตาร์ทอัพทั้ง 6 ทีมได้ผ่านการคัดเลือกและเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมและอบรมเชิงลึกมากมายจากทาง LINE  ในด้านต่างๆ ทั้งในด้านเทคโนโลยี ด้านแผนธุรกิจ จนถือเป็นกลุ่มคนดิจิทัลที่มีศักยภาพสูงถึง 6 ทีมด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น Choco CRM, Claimdi, FINNOMENA, Gowabi, Seekster และ Tellscore ทุกทีมต่างได้รับองค์ความรู้และเทคนิคต่างๆ จากทาง LINE และมีส่วนผลักดันการใช้แพลตฟอร์มของ LINE ให้เข้าถึงกลุ่มประชาชนจำนวนมาก ทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ และทำให้คุณภาพชีวิตคนไทยดีขึ้น พวกเขาจึงพร้อมก้าวไปสู่ยูนิคอร์นไทยตัวแรก มุ่งสู่เวทีดิจิทัลระดับโลกอย่างแข็งแกร่ง ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ยุค Thailand 4.0 

หนึ่งในความสำเร็จของสตาร์ทอัพไทยที่มีศักยภาพสูงจากโครงการ LINE ScaleUp 2019  อย่าง ClaimDi (@claimdi) แพลตฟอร์มจัดหาผู้ช่วยสำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉินทั่วประเทศ คือตัวอย่างอันโดดเด่นของสตาร์ทอัพที่มีบทบาทช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรม 4.0 ในเชิงบริการสาธารณะ โดยมุ่งเน้นให้บริการเพื่อก่อประโยชน์ในระดับภาครัฐอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป้าหมายหลักที่ ClaimDi เข้าร่วมงานครั้งนี้เพื่อจะสร้างการรับรู้ว่า นี่คือเครื่องมือที่จะทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทยดีขึ้นในทุกๆ ด้าน ผ่านช่องทางหรือแพลตฟอร์มที่เข้าถึงผู้ใช้ได้ในวงกว้างอย่าง LINE Official Account @claimdi 

ClaimDi เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของสตาร์ทอัพที่ช่วยส่งเสริมบริการของภาครัฐ ด้วยการเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Police i lert u แอปพลิเคชันแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายผ่านสมาร์ทโฟนและขอความช่วยเหลือจากตำรวจได้ตลอดเวลา ตลอดจนเชื่อมต่อฐานข้อมูลผู้เอาประกันภัย เพื่อรับแจ้งการเกิดอุบัติเหตุตลอด 24 ชั่วโมง ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) โดยนอกจากจะสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ขับขี่แล้ว ยังเดินหน้าสานต่อโซลูชันที่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรม มีส่วนช่วยในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้นด้วย Me Claim 360 เชื่อมโยงแพลตฟอร์มการให้บริการ มาพร้อมจุดขาย VDO Streaming ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรายงานและติดตามข้อมูลการขับขี่แบบเรียลไทม์ เพื่อประเมินผลการใช้รถให้กับบริษัทประกันภัยและองค์กรผู้เอาประกันภัย จึงป้องกันการทุจริตจากการแจ้งเคลมประกันเท็จ และสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ ช่วยแก้ปัญหาการโจรกรรมยานพาหนะ ตลอดจนอาชญากรรมอื่นๆ บนท้องถนนได้อีกทางหนึ่งด้วย

ทั้งนี้ นอกเหนือจากพันธกิจสำคัญของ LINE ประเทศไทย ในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับ Digital Startup ด้วยการสนับสนุนองค์ความรู้และเครื่องมือต่างๆ ให้กับสตาร์ทอัพไทยอย่างเต็มที่ ผ่านโครงการ LINE ScaleUp แล้ว LINE ยังพร้อมพัฒนาแพลตฟอร์มคุณภาพส่งบริการเข้าถึงคนไทยอย่างไม่หยุดยั้ง และมุ่งสนับสนุนให้สังคมไทยมีความพร้อมด้าน Digital Content ที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งตอนนี้ LINE เปิดโอกาสให้พันธมิตรผู้สร้างคอนเทนต์ ผู้สนใจและมีศักยภาพในตัว เข้ามาใช้แพลตฟอร์มของ LINE เพื่อการพัฒนาและต่อยอดคอนเทนต์สร้างสรรค์ต่อไปด้วยเช่นกัน

ถึงแม้ว่า LINE ประเทศไทย จะมีความพร้อมสนับสนุน ส่งเสริมความรู้ และนำเสนอแพลตฟอร์มที่มีประสิทธิภาพเข้าถึงกลุ่มคนจำนวนมากให้กับภาครัฐ ร่วมกับการปั้น “คนดิจิทัลระดับหัวกะทิ” เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับประชาชน  และเดินหน้าสู่ Smart Cities และยุคอุตสาหกรรม 4.0 ก็ตาม แต่ถึงอย่างนั้น ต้องยอมรับว่าการเดินทางครั้งนี้จำเป็นต้องประสานมือร่วมกันทำงานกับหลายฝ่ายทั้งภาครัฐ เอกชน นักพัฒนาโซลูชัน และผู้ใช้งานดิจิทัล เพื่อผลักดันเศรษฐกิจไทยแลนด์ให้เป็นดินแดนดิจิทัลได้จริงๆ